ร่วมแสดงความคิดเห็น  
GISTDA
13/10/2010

ดร.นันทริกา ชันซื่อ 'แม่พระของสัตว์โลก'

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
21/07/2008
 

ดร.นันทริกา ชันซื่อ

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์ น้ำ

"แม่พระของสัตว์โลก"

ออกอากาศวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2551
ตี พิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2551
 
 
สุรนันทน์ : สวัสดีครับ ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ
 
นันทริกา : สวัสดีค่ะ คุณสุรนันทน์
 
สุรนันทน์ : จริงๆ แล้วงานตอนนี้ที่เห็น ชัดสุดคือ ชมรมรักษ์เต่า ซึ่งอ่านเกี่ยวกับเต่าที่ วัดบวร นิเวศวิหาร เกิดอะไรขึ้นครับอาจารย์
 
นันทริกา : จริงแล้วไม่ใช่เต่าที่วัดบวรนิเวศ วิหารอย่างเดียว แต่เป็นเต่าในวัดเกือบทุกวัดเลย เนื่องจากว่าคนไทย เชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์อายุยืน จึงนำเต่าไปปล่อยในเขตอภัยทาน แต่ว่าลืมไปว่าสถานที่บ่อน้ำในวัดไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งน้ำใน วัดมาจากไหน ข้อ 1 หลังห้องน้ำ ซักผ้าถูพื้น เมื่อถูกปล่อยลงบ่อน้ำก็คือน้ำเสียนั่นเอง เพราะฉะนั้นพอปล่อยสัตว์ลงไป นึกภาพตัวเองยืนอยู่บน ถนนที่เต็มไปด้วยมลพิษเราก็แย่อยู่แล้ว แต่สัตว์เหล่านี้อยู่ 24 ชั่วโมงตลอด 365 วัน ครั้งแรกที่เห็นเต่าที่วัดบวรฯ ตายมาก ส่วนที่เหลือมีปลิง เกาะเต็มไปหมด ปกติพวกนี้จะมาตากแดดเพื่อเอาปลิงออก และเลือดไม่แข็งตัว การที่เลือดไม่แข็งตัวตับก็พังแน่ นอน
 
สุรนันทน์ : เพราะว่าเจอสารพิษใน น้ำ
 
นันทริกา : ก็เลยไปคุยกับคุณขจร เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นคนที่รักเต่า บอกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าคน อนุรักษ์เต่าทะเลเยอะ มีอยู่ทั่วโลกเลย แต่เต่าน้ำจืดไม่มีคนดูแล ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศที่มีเต่าสายพันธุ์น้ำจืดมากที่สุดใน โลก
 
สุรนันทน์ : ที่จริงความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แล้วจะ แก้ปัญหาอย่างไร
 
นันทริกา : พระท่านก็ไม่ทราบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตามกฎหมายของไทยไม่สามารถครอบครองเต่าได้ ทาง เดียวคืออาศัยหน่วยราชการช่วยเหลือ โดยติดต่อทาง กทม.ให้ช่วยเหลือทำความสะอาดบ่อน้ำ หรือติดต่อกรมประมงมาช่วยรับสัตว์ไปดูแล ไม่ ใช่เฉพาะเต่า พวกสัตว์อื่นๆ เช่น ปลาก็อยู่กันเป็นสลัม ยิ่งปล่อยในเขตอภัยทานก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากนั้นก็ติดต่อกรม ป่าไม้
 
 
สุรนันทน์ : เมื่อหายแล้วนำกลับไปปล่อยคืนวัด หรือว่านำไป ปล่อยป่า
 
นันทริกา : แต่ละวัดมีประมาณ 200 ตัว ถ้าสัตว์ที่ป่วยหนักจะนำไปรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนที่ป่วยนิดหน่อยจะ รักษาเอง เมื่อหายจะไปปล่อยวัด อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือการต่อต้านจากพ่อค้าแม่ค้า หรือกระทั่งพระบางท่าน เพราะเต่าถือว่าเป็นวัตถุพาณิชย์ มีทั้งขายเต่าและขายอาหารเต่า และ รีไซเคิลเต่า ลูกค้าปล่อยแล้ว แต่มีสัญลักษณ์ที่ กระดอง ช่วงเย็นๆจะมีคนลงไปงมเต่าขึ้นมาขาย ต่อ
 
สุรนันทน์ : ถ้าจะทำบุญจริงๆ ควรจะทำอย่าง ไร
 
นันทริกา : ถ้าอยากปล่อยจริงๆ ต้องดูว่าเต่าที่จะปล่อยนั้นเป็นเต่าอะไร ถ้าเท้ามีลักษณะเหมือนอุ้งเท้าช้าง คือ เต่าบก ถ้าอุ้งเท้าที่เป็นพังผืดคล้ายตะพาบ คือ เต่าน้ำ ปล่อยที่ไหนเต่าถึงจะปลอดภัย เต่าที่คุณนำไปปล่อยแล้วคิดว่าจะปลอดภัย เช่น คลอง ประปา มีคอนกรีต 2 ข้าง เต่าไม่สามารถขึ้นบกมาผึ่งตัวได้ เขาว่ายน้ำตลอดชีวิต ดังนั้นจะต้องปล่อยให้ถูกที่ และ 80% เต่าที่ขายอยู่ตามท้อง ตลาด เมื่อนำไปปล่อยแล้วตาย เนื่องจากป่วยหนักมาก ดีที่สุดคืออย่าไปปล่อยเลย ถ้าจะปล่อยจริงๆ ก็ควรปรึกษากับเจ้าหน้าที่หรือคนที่มีความ รู้ว่าควรนำไปปล่อยที่ไหนถึงปลอดภัย
 
สุรนันทน์ : ในสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมโลกเช่นนี้ สัตว์น้ำจืดอื่นเริ่มเป็นอย่างไรบ้าง
 
นันทริกา : น่ากลัวคือเรื่องสารพิษที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ปลาตายมากมาย ตรวจทีไรพบ ว่าน้ำมีออกซิเจนน้อย แต่ออกซิเจนน้อยเป็นผลไม่ใช่เป็นเหตุ ส่วนสภาพแม่น้ำทั้งหลายในไทยหากไม่มีใครปล่อยน้ำเสียหรือสารพิษเป็นชุดก็ พอได้ แต่เราต้องรณรงค์การทิ้งของเสียลงแม่น้ำ เพราะแค่พันส่วนในล้านส่วน ก็ทำให้สัตว์ตายครึ่งหนึ่งได้เลย
 
สุรนันทน์ : ความหลากหลายของน้ำจืดปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเยอะแค่ไหน ครับ
 
นันทริกา : นอกจากเรื่องมลพิษ เรื่องการนำสัตว์ต่างประเทศ เช่น ปลาปิรันยา ปลาซักเกอร์ ปลาหน้าตาเหมือน จระเข้ ฯลฯ เข้าประเทศเพื่อเลี้ยง พอเบื่อก็ปล่อยตามคลองหรือแม่น้ำ สัตว์พวกนี้ทำลายชีวภาพ จะโทษคนเลี้ยงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษภาค รัฐที่ปล่อยให้นำเข้ามาได้ ทั้งนี้กฎหมายไทยมีเหตุผลทุกอย่าง ขาดแต่คนปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรให้มีเหตุผล เพราะจับสัตว์ได้จริง แต่ถ่ายรูปเสร็จ สัตว์ไปไหนไม่ทราบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ทั้งที่ควรจะต้องรอดมากกว่านี้
 
 
สุรนันทน์ : อย่าโทษเจ้าหน้าที่ เพราะหลายคนมีความตั้งใจดี แต่ระบบไม่เอื้อ
 
นันทริกา : กฎหมายต้องให้หลักฐานอยู่จน คดีเสร็จ แต่บางคดีเป็นปี เลย แต่ที่สัตว์ไปอยู่ไม่มีงบประมาณให้อาหารสัตว์ อย่างเขาประทับช้าง มีลงข่าวบ่อยๆ ว่าไม่มีงบรักษาสัตว์ คือเอามาให้เฉยๆ เจ้าหน้าที่ก็รับ เลี้ยงไปตามมีตามเกิด สัตว์หลายชนิดเป็นสัตว์หายากของโลก แต่กลับต้องมาเสียชีวิต เพราะกฎหมายสั่งให้มันเสีย ชีวิต
 
สุรนันทน์ : อาจารย์อยากเห็นอย่างไร
 
นันทริกา : อยากเห็นความร่วมมือของหลายหน่วยงานหลายอาชีพทำด้วยกัน คนจับจับไป แต่ต้องส่งให้ สัตวแพทย์และส่งให้คนที่เลี้ยงเป็น อย่างเช่น กรมประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้ ตามชนิดสัตว์ รัฐบาลต้องจัดสถานที่ที่เหมาะสม มีคนดูแลพร้อม ส่ง คืนถิ่นกำเนิดให้เป็นระบบ หากเลี้ยงไม่ได้ไม่ไหว ทางออกหนึ่ง คือให้เศรษฐีที่อยากเลี้ยงจ่ายมาเลยตัวละ 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น ภาษีค่ามีสัตว์หายากไปเลย
 
สุรนันทน์ : ในส่วนสภาพทะเลไทยกับสัตว์น้ำที่มีคุณค่าเป็นอย่างไร
 
นันทริกา : ทุกอย่างได้รับผลกระทบเป็นโดมิโนไปหมด อ่าวไทยก็ไม่ได้ปลอดภัย ยิ่งเป็นแหล่งของเสีย ลงจากแผ่นดินไปรวมกัน แต่น่าเสียดายที่ว่ามีสัตว์น่ารักหลายอย่างที่ทั้งโลกชื่นชม คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬ โลมา ฯลฯ กำลังจะสูญพันธุ์ เพราะมีความเชื่อว่า น้ำตาพะยูนเป็นยาเสน่ห์ จึงเอาพะยูนจากน้ำแล้วฟาดด้วยไม้ ด้วยแส้ เพื่อให้มันน้ำตาไหล แต่เชื่อว่าใคร ใช้อันนี้ชีวิตจะต้องมีแต่น้ำตา เพราะจะต้องทุกข์เจ็บปวดทรมานเหมือนพะยูน
 
 
สุรนันทน์ : ปรากฏการณ์มันมากขึ้น ทำอย่างไรป้องกันหรือวางระบบสร้างที่ปลอดภัยให้พวกเขา ได้
 
นันทริกา : ปัญหาเหมือนธรรมชาติทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือ นโยบายผู้ปฏิบัติและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่สอดคล้องกัน ผู้ปฏิบัติทำงานไม่ได้ เพราะนโยบายไม่เอื้อที่จะมาช่วยสิ่งเหล่านี้ คนทำงานอึดอัดอยากช่วยแต่คนไม่พอ คนวางนโยบายก็วางไปอย่างไรก็ไม่ ทราบ ก็รบกวนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วย ดูหน่อย
 
สุรนันทน์ : ทราบว่า วันที่ 26 ก.ค.นี้ อาจารย์จะเอาเต่าไปปล่อย ให้ช่วยเชิญชวนหน่อย
 
นันทริกา : ชมรมรักษ์เต่าได้นำเต่าที่ช่วยชีวิตมาจากวัด ตอนนี้ผ่านไป 3-4 สัปดาห์ ได้รักษา เต่า ที่ป่วยให้หายแล้ว โดยจะนำเข้าไปในโครงการ พระราชดำริห้วยองค์คด ที่ จ.กาญจนบุรี ได้รับความกรุณาจากเจ้าของพื้นที่ และได้ไป สำรวจพื้นที่แล้วว่ามีอาหารพอ คุณภาพน้ำดี เป็นสภาพที่พวกเขาน่าจะออกลูกหลานได้ ถ้าคนอยากไปดูติดต่อได้ที่ชมรมรักษ์เต่า ที่ศูนย์วิจัย โรคสัตว์น้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สนับสนุนทุกอย่าง