ร่วมแสดงความคิดเห็น  
GISTDA
13/10/2010


ป่วยการเมือง

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
05/11/2009

ป่วยการเมือง

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552

หากใครเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หาคำว่า “ป่วยการเมือง” จะไม่ปรากฏ มีแต่คำว่า “ป่วย” ซึ่งมีความหมายว่า “รู้สึกว่าไม่สบายเพราะโรคหรือความไข้หรือเหตุอื่นที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น” ตามด้วยคำว่า “ป่วยกล่าว” คือ เสียเวลาพูด เช่น จะป่วยกล่าวไปใย และ “ป่วยการ” คือ เสียงานเสียการ, ไร้ประโยชน์, เช่น ป่วยการพูด หรือ เรียกค่าชดเชยการงานหรือเวลาที่เสียเปล่าว่า “ค่าป่วยการ”

แต่คนทั่วไปใครได้ยินสำนวน “ป่วยการเมือง” ก็จะเข้าใจทันทีว่าเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องการทำอะไรบางอย่าง ไม่ต้องการไปพบใครบางคน หรือ ไม่ไปสถานที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งหากไม่มีข้ออ้างนั้น คงต้องไปร่วมกิจกรรมที่ไม่อยากทำนั้น เช่น เพื่อนคนหนึ่งเล่ามาทางทวิตเตอร์ว่า มีคนที่ทำงานบอกว่าป่วยแต่กลับมาตัวดำ เพราะไปเล่นกอล์ฟ หรือนักเรียนโดดเรียนเพราะทำการบ้านไม่เสร็จ แล้วบอกครูว่าป่วย ทั้งสองกรณีเข้าข่าย “ป่วยการเมือง”

การ “ป่วยการเมือง” จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” เสมอไป แต่เป็นการเอาความเข้าใจเกี่ยวกับ “การเมือง” มาผสมผสาน เพื่อให้เข้าใจว่าอาการป่วยนั้น ไม่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของ “การเมือง” ในมุมมองของสาธารณชนคนไทยว่าเป็นเรื่องของการหลอกลวง การแก้ตัว และการ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ไปวันๆ

ในกรณีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ใช้ข้ออ้างว่า “ป่วย” จนต้องยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (กตร.) ที่มีวาระต้องพิจารณาโผโยกย้ายต่างๆ แต่ไปปรากฏตัวที่งานเลี้ยงฉลองการแต่งงานของบุตรชายของ (ว่าที่) รองนายกรัฐมนตรี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

ทำให้สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ป่วยการเมือง” อย่างตรงความหมายที่สุด เพราะองค์ประกอบของการใช้ข้ออ้างว่าป่วยเพื่อเลี่ยงการประชุม เนื่องจากยังมีข้อขัดแย้งที่ยัง “เคลียร์” ไม่ลงตัว และยังเป็นเรื่องในแวดวงของ “การเมือง” มีนักการเมืองระดับรองนายกฯเป็นตัวละครหลัก

แถม “ผู้บังคับบัญชา” คือนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังให้สัมภาษณ์ชัดเจนด้วยว่า นายสุเทพ ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ต้องนอนพักรักษาตัวไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่เมื่อ นายสุเทพปรากฏตัวแล้ว นายอภิสิทธิ์ ต้องมองด้วยสายตา ที่ “ตะลึง” ด้วยไม่รู้ถึงข้อเท็จจริง เป็นอันสรุปได้ว่ามีการ “หักหน้า” จน “หน้าแหก”

ส่วน นายสุเทพ แก้ตัวในทำนองที่ว่า ไปตรวจเช็คร่างกายมาจริงเพราะรู้สึกไม่สบาย แต่ตรวจแล้วไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จึงสบายใจและมาร่วมงานเลี้ยงได้ และสำหรับการประชุม กตร. จะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่จะเร่งแต่งตั้ง พลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ขึ้นเป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านความมั่นคง ทั้งตนเองจะไม่ขัดข้องกับตัว พลตำรวจเอกธานี เพราะเป็นเพื่อนกันสมัยที่เรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา

การตอบคำถามสื่อของ นายสุเทพ จึงไม่ได้ปฏิเสธการ “ป่วยการเมือง” แต่เมื่อฟังยิ่งชวนให้สงสัยว่า หนึ่ง ป่วยการเมืองแน่ๆ และสอง การสื่อสารระหว่าง รองนายกฯสุเทพ กับ นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ได้แตกต่างกับการสื่อสารระหว่าง นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กับ นายกฯอภิสิทธิ์ ก่อนที่ นายนิพนธ์ จะ “ไขก๊อก” แต่อย่างใด

เพราะทั้งๆที่เครื่องมือเครื่องไม้ในการติดต่อสื่อสารทันสมัย มือถือก็มียกหูพูดกันได้ แต่กลับ “เข้าใจคนละเรื่อง” ถึงขนาดปล่อยให้ นายกฯอภิสิทธิ์ พูดเป็นตุเป็นตะว่า รองนายกฯสุเทพ ป่วยจริง!!

ในส่วนของ นายกฯอภิสิทธิ์ จึงเป็นการ “กล่าวป่วย” เพราะ “เสียเวลาพูด” ไม่นับว่า “เสียหน้า” จนเรียกว่าจะ “เสียคน” เอา ความไม่ปกติในช่องว่างการสื่อสารนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า กระบวนการแต่งตั้งนายตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมา ยังมีข้อขัดแย้งกันสูง ถึงขั้นที่เสียเลขาธิการนายกฯไปคนหนึ่งแล้วยังอาจไม่พอ จะลามไปถึงรองนายกฯอีกตำแหน่งหรือไม่ต้องจับตามองกันต่อ

อีกคนในพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มเห็นตรงกับพรรคร่วมรัฐบาลว่าใกล้จุดที่ “ป่วยการ” ที่จะพูดกับนายกฯ อย่างกรณี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงกับ “เหวอ” เมื่อ นายกฯอภิสิทธิ์ ทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกับสหภาพการรถไฟที่เรียกร้องต่างๆนานา รวมถึงการปลดผู้ว่าการการรถไฟด้วย แถมเปิดทำเนียบนัดหารือกับสหภาพฯ แต่ไม่เชิญ รัฐมนตรีโสภณ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรง

ให้เห็นกันชัดๆไปเลยว่า ป่วยหรือไม่ป่วย ก็ไม่ต้องมา!!

แต่ที่แน่ยิ่งกว่าใครจะ “ป่วยการเมือง” คนต่อไป คือวันนี้ “การเมืองไทยป่วย” และ “ป่วยหนัก” จนอาการน่าเป็นห่วง อยากได้ “หมอคนใหม่” ก็ไม่มีให้เลือกเสียด้วย!!